การบ้านของ แกเร็ธ เซาธ์เกต “6 ข้อ” อังกฤษ ต้องแก้ไขหากหวังแชมป์ยูโร

ทีมชาติ อังกฤษ ตีตั๋วเข้ารอบแปดทีมฟุตบอล ยูโร 2024 ได้สำเร็จโดยรอปะทะกับ สวิตเซอร์แลนด์ ในวันเสาร์นี้

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ ทรี ไลอ้อนส์ พาทีมกำชัยในเกมรอบน็อกเอาต์ได้ แต่ไม่วายเป็นฟอร์มที่ไม่น่าประทับใจอีกตามเคยเนื่องจากทีมเต็งแชมป์ก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์ต้องไล่ตีเสมอ สโลวาเกีย 1-1 ในนาทีสุดท้ายของช่วงทดเวลาก่อนกำชัยได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2-1 ในเวลา 120 นาที

อันที่จริง ทีมเมืองผู้ดีเกือบตกรอบฟุตบอล ยูโร 2024 อยู่รอมร่อหากไม่ได้ลูกตีลังกายิงของ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ช่วยเอาไว้ขณะที่เหลือเวลาบนนาฬิกาข้อมือของท่านเปาอีกแค่ 86 วินาทีเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เซาธ์เกต จึงมีงานให้ทำอีกมากมายเพื่อสะสางปัญหาในทีมให้ได้ก่อนดวลกับทีมเมืองนาฬิกาซึ่งมีฟอร์มที่น่าประทับใจไม่หยอกในทัวร์นาเมนต์นี้

1. เพิ่มความเด็ดขาดในเกมรุก

ในเกมชนะ สโลวาเกีย อังกฤษ ส่งบอลเข้ากรอบได้แค่สองหนเท่านั้นตลอดการทำศึก 120 นาที และคว้ามาได้สองประตูจากโอกาสง้างไก 16 ครั้ง

ในทางกลับกัน สโลวาเกีย ส่งบอลเข้ากรอบได้มากกว่า 3 ครั้งจากโอกาส 13 ครั้งซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าเป็นกังวลสำหรับทีม ทรี ไลอ้อนส์

จากฟอร์มที่เลวร้ายจึงไม่แปลกที่ อังกฤษ ต้องเล่นกับทีมรองบ่อนในช่วงต่อเวลาพิเศษซึ่งหากไม่ได้ประตูของ เบลลิ่งแฮม ต่อลมหายใจมันก็หมายความว่าชาติที่ได้ชื่อว่า “โฮม ออฟ ฟุตบอล” จะต้องประสบกับความขายหน้าอีกตามเคย

แม้จะยังถูกชาติอื่นๆมองว่าเป็นทีมที่น่าเกรงขาม แต่จากสี่นัดที่ผ่านมา อังกฤษ ยังมีฟอร์มการเล่นที่ตะกุกตะกักอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการสร้างโอกาสจบสกอร์

2. ครองบอลโดยไร้ประโยชน์

จากสี่เกมแรกในทัวร์นาเมนต์นี้ ทีมของ เซาธ์เกต มีสถิติครองบอลเฉลี่ย 59.7% เป็นรองแค่ โปรตุเกส กับ เยอรมนี แค่สองทีมเท่านั้นจากทั้งหมด 24 ทีม

นับเฉพาะเกมในรอบน็อกเอาต์กับ สโลวาเกีย อังกฤษ ครองบอลได้เหนือกว่าคู่แข่ง 63% แต่ส่วนใหญ่เป็นการครองบอลในแดนตัวเองเนื่องจาก มาร์ค เกฮี กับ จอห์น สโตนส์ สองเซ็นเตอร์ฮาล์ฟผ่านบอลให้กันรวมทั้งสิ้นมากถึง 64 ครั้ง

ขณะเดียวกัน มันฟ้องให้เห็นว่าทีมเมืองผู้ดีผ่านบอลอยู่ในแดนตัวเองมากกว่าทุกชาติในรายการนี้ ฉะนั้นแล้วมันจึงตอบคำถามสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าทำไมพวกเขาจึงไร้พิษสงในแดนคู่แข่ง

หากไม่ผ่านบอลขวางสนามให้กัน อังกฤษ ก็จะส่งบอลคืนหลังตามสไตล์ของ เซาธ์เกต ที่เน้นให้ทีมเล่นแบบรัดกุมโดยไม่เสี่ยงเสียบอลง่ายๆแม้จะเป็นการครองบอลแบบไม่เกิดประโยชน์

จากแนวทางการเล่นดังกล่าว มันจึงส่งผลกระทบต่อนักเตะบางรายโดยเฉพาะ ฟิล โฟเด้น ดาวเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ซึ่งไม่อาจฉายฟอร์มใน ยูโร 2024 ได้เนื่องจากสไตล์ของทีม สิงโตคำราม ที่เล่นแบบเพลย์เซฟโดยไม่คิดเสี่ยงไม่เอื้อให้เขาพาบอลทะลุทะลวงไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น  

และแน่นอนว่าเมื่อต้องเล่นตามแผนของผู้จัดการทีม โฟเด้น จึงสาดบอลสำเร็จในรายการนี้แค่ 17% เท่านั้นซึ่งเป็นเรตที่ต่ำมากในหมู่ขุนพลทีม สิงโตคำราม

3. เน้นรัดกุมไม่เน้นเพรส

อย่างที่ทุกคนได้เห็นกันมาตลอดว่าทีมชาติ อังกฤษ ในกำมือของ เซาธ์เกต เน้นยุทธวิธีการเล่นที่ไม่คิดเอนเตอร์เทนแฟนบอล แต่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยมากเป็นอันดับหนึ่ง

ฉะนั้นแล้ว มันจึงสะท้อนให้เห็นว่าทีมเมืองผู้ดีมีการเล่นเกมรุกที่เนิบนาบและนวยนาด หากเล็งเห็นว่าไม่มีช่องรุกคืบเข้าไปในแดนคู่แข่ง พวกเขาก็ไม่พร้อมเล่นแบบกล้าได้กล้าเสีย และเลือกใช้การจ่ายบอลคืนหลังกลับมาตั้งหลักกันใหม่โดยไม่คิดหาวิธีจบสกอร์ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

สำหรับแทคติกแบบนี้ มันส่งผลให้ทีมของ เซาธ์เกต ผ่านเข้ารอบลึกๆในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้เรื่อยมาเนื่องจากพวกเขาไม่เสี่ยงเล่นให้ทีมเสียประตู แต่ในทางกลับกันก็เป็นเรื่องยากเช่นกันที่พวกเขาจะสอยตาข่ายได้เนื่องจากการเล่นเกมรุกที่ไปไม่สุดทาง

แน่นอนว่า อังกฤษ มีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่งหลายรายจากการมีนักเตะชื่อดังเป็นตัวแทนของชาติ แต่แทนที่จะเน้นเดินหน้าฆ่าลูกเดียวกดดันคู่แข่งเหมือน แมนฯ ซิตี้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ผูกขาดในระยะนี้ เซาธ์เกต เลือกที่จะให้ลูกทีมเล่นแบบรอจังหวะที่คู่แข่งจะก่อความผิดพลาดมากกว่าชวนทะเลาะตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น หากได้ประตูนำก่อน อังกฤษ จะเล่นแบบตีหัวเข้าบ้านเหมือนในอดีตที่ อิตาลี เคยใช้แผนนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วเพื่อเน้นคว้าผลลัพธ์เป็นสำคัญ หากแต่การนำหน้าแค่ประตูเดียวเสี่ยงต่อการโดนตีเสมอเช่นกันอย่างที่เราเห็นกันอยู่

ด้วยเหตุนี้ อังกฤษ จึงมีสถิติการเพรสใส่ฝ่ายตรงข้ามแย่ที่สุดเป็นอันดับสามของศึก ยูโร 2024  และมันเป็นสิ่งที่ เซาธ์เกต สมควรแก้ไขโดยเฉพาะจากสี่เกมแรกที่ทีมของเขายังไม่ได้เจอกับบรรดา เสือ สิงห์ กระทิง แรด เลย

4. ต้องผ่านบอลให้ถึง เคน

ถึงตอนนี้ แฮร์รี่ เคน ดาวซัลโว บุนเดสลีกา ซีซั่นก่อนยิงได้สองประตูในรายการนี้ และชัดเจนว่าเขาถูกปล่อยให้ว้าเหว่มากไปในแดนหน้า

ที่้เป็นอย่างนั้นก็เพราะ อังกฤษ ไม่คิดจ่ายบอลแบบทะลุทะลวง มันจึงทำให้กัปตันทีมได้สัมผัสบอลในแต่ละเกมน้อยมาก จึงไม่แปลกที่สตาร์ทีม บาเยิร์น มิวนิค จะมีโอกาสเช็กบิลเพียงน้อยนิด

ยิ่งไปกว่านั้น ที่น่าตกใจอย่างแรงคืออดีตกองหน้า สเปอร์ส มีสถิติได้สัมผัสบอลเฉลี่ยแค่ 27 ครั้งต่อ 90 นาทีซึ่งน้อยกว่านายทวาร จอร์แดน พิคฟอร์ด ด้วยซ้ำเนื่องจาก เซาธ์เกต กำชับให้นักเตะเน้นครองบอลเป็นหลัก และการส่งบอลคืนให้นายทวารก็ถือเป็นการเล่นที่เซฟ

จากการได้สัมผัสบอลเพียงน้อยนิด แฟนบอล อังกฤษ จึงได้เห็น เคน ถอยลงต่ำมามีส่วนร่วมกับเกมหลายจังหวะซึ่งไม่สมควรเกิดขึ้นกับกองหน้าที่สามารถวางใจได้ในการเบิกสกอร์อย่างเขา

อย่างไรก็ดี หลังตัดสินใจส่ง โคล พาลเมอร์ ลงไปเสริมเกมรุก มันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ เคน มากขึ้นทันทีเนื่องจากทั้งสองมีการประสานงานกันด้วยการผ่านบอลให้กันมากกว่าหกครั้งต่อ 90 นาทีแม้สตาร์ทีม เชลซี จะไม่ใช่ตัวเลือก 11 คนแรกของ เซาธ์เกต

5. สโตนส์ งานหนัก-เกฮี ติดโทษแบน

หลังปราศจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ งานหนักในแผงหลังของ อังกฤษ จึงตกอยู่กับ จอห์น สโตนส์ กองหลังทีม แมนฯ ซิตี้ ซึ่งกลายเป็นตัวหลักของทีม สิงโตคำราม ในรายการนี้

เป็นเพราะว่า สโตนส์ ลงสนามครบทุกนาทีในศึก ยูโร 2024 ชนิดที่ไม่โดนเปลี่ยนออกไปพัก สภาพร่างกายของเขาซึ่งน่าสงสัยอยู่ก่อนแล้วจึงชวนให้น่าเป็นกังวลไม่น้อย

แต่ที่แน่ๆ เกมดวลกับ สวิตเซอร์แลนด์ ในรอบแปดทีม มาร์ค เกฮี คู่ขาของ สโตนส์ จะลงเล่นไม่ได้เนื่องจากติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลือง

ฉะนั้นแล้ว เซาธ์เกต จึงต้องขบคิดว่าจะส่งใครลงสนามแทนดาวเตะทีม คริสตัล พาเลซ และมันจะส่งผลเสียต่อสมดุลย์ในแผงหลังหรือเปล่าในเมื่อความต่อเนื่องขาดหายไปในเกมที่สำคัญ

6. แบ็คซ้ายจะเป็นใคร?

แม้จะมีชื่อเดินทางมากับทีม แต่ ลุค ชอว์ ยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหลังบาดเจ็บมาตั้งแต่เดือนก.พ. และยังฟิตไม่เต็มร้อยในทัวร์นาเมนต์นี้

ไม่เพียงจะมีกองหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแบ็คซ้ายที่แท้จริงรายเดียวในทีม คีแรน ทริปเปียร์ แบ็คขวาทีม นิวคาสเซิ่ล ซึ่งได้ออกสตาร์ตทุกเกมต้องกัดฟันเล่นเป็นแบ็คซ้ายทั้งๆที่เจ็บน่อง

และหากดาวเตะทีม สาลิกาดง ถูกเปลี่ยนตัวออกเนื่องจากสภาพร่างกายบักโกรก เซาธ์เกต ใช้วิธีโยก ไคล์ วอล์คเกอร์ มาเล่นเป็นแบ็คซ้าย ก่อนแก้ปัญหาด้วยการย้าย บูคาโย่ ซาก้า ปีกขวาทีม อาร์เซน่อล มารับภาระแบ็คซ้ายเช่นกันเนื่องจากในอดีตเขาเคยเล่นในตำแหน่งนี้มาก่อนแม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าไม่โปรดปรานสักเท่าไหร่

จะอย่างไรก็ตาม ว่ากันว่า ชอว์ พร้อมลงสนามเกมแรกของทัวร์นาเมนต์ต่อกรกับ สวิตเซอร์แลนด์ แล้ว แต่มันจะจริงหรือไม่ และ เซาธ์เกต พร้อมเสี่ยงหรือเปล่าเป็นสิ่งที่เราต้องรอดูกัน

ดังจะเห็นว่าแม้จะไม่มี ชอว์ อังกฤษ ก็ไม่เสียหายเนื่องจากพวกเขาผ่านมาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายได้ เราจึงต้องเดาใจนายใหญ่ ทรี ไลอ้อนส์ ซึ่งมีปรัชญาเน้นความต่อเนื่องว่าพร้อมปรับเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งดังกล่าวหรือเปล่าในเมื่อสตาร์ทีม ผีแดง ไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลยตลอดสี่เกมแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าลืมว่าเขาไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลมานานห้าเดือนแล้วนับตั้งแต่ล้มเจ็บ

อย่างไรก็ดี หากจะยึดถือตามคะแนนความสามารถของสื่อ ทริปเปียร์ ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของทีม 5.0 ขณะที่ เคน ได้คะแนนต่ำสุด 4.8

เป็นอันว่า อังกฤษ มีปัญหาทั้งแดนหน้าและแดนหลังหากจะมองกันที่สถิติดังกล่าว และมันเป็นสิ่งที่ เซาธ์เกต ต้องหาวิธีแก้ไขให้ได้

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ ทริปเปียร์ ฟิตมากพอ เขาก็อาจได้ลงสนามต่อเพื่อความต่อเนื่องดังจะเห็นว่า เซาธ์เกต โรเตชั่นทีมในรายการนี้แค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้นหากไม่คิดใช้ทีมชุดเดิมลงสนาม

แต่หาก ทริปเปียร์ ไม่ฟิต บางที โจ โกเมซ อาจได้ลงสนามหากนายใหญ่ ทรี ไลอ้อนส์ ไม่คิดเสี่ยงกับ ชอว์ แต่ก็แน่นอนว่ากองหลังสารพัดประโยชน์ของ ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้สัมผัสกับเกมในรายการนี้เช่นกัน

เอาเป็นว่าไม่ว่า เซาธ์เกต จะจัดทัพแบบไหนลงเล่นกับ สวิตเซอร์แลนด์ มันจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า สิงโตคำราม ดีพอที่จะท้าทายตำแหน่งแชมป์ ยูโร 2024 อย่างที่บริษัทรับพนันเชื่อมั่นกันหรือไม่หลังจากสี่เกมที่ผ่านมา มีการคำนวณสถิติออกมาว่าโอกาสที่ทีมเมืองผู้ดีจะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศลดเหลือ 50% และมีโอกาสคว้าแชมป์เหลือแค่ 24% หลังจากฟอร์มของพวกเขาไม่ชวนให้น่าประทับใจเลยแม้แต่น้อย

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *