4 แชมป์จบเห่ “อาหมัด ดิยัลโล่” หล่อโคตร! 5 ประเด็น แมนยู เขี่ย ลิเวอร์พูล หล่นถ้วยเอฟเอ

อวสานลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับโครงการคว้าสี่แชมป์ของ ลิเวอร์พูล เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด แผลงฤทธิ์ต่อหน้าสาวก เร้ด อาร์มี่ ได้อย่างเหลือเชื่อด้วยการโชว์ลูกฮึดพลิกสถานการณ์แซงชนะ หงส์แดง ได้อย่างสุดมันส์ 4-3 ในการฟาดแข้งถ้วย เอฟเอคัพ รอบแปดทีมที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค.โดยมี อาหมัด ดิยัลโล่ ตัวสำรองซัดประตูชัยในช่วงทดเวลานาทีที่ 120+2

1. ผีได้ ฮอยลุนด์ คัมแบ็ค

แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ ราสมุส ฮอยลุนด์ กองหน้าทีมชาติ เดนมาร์ค คืนสนามเป็นตัวจริงตามคาดหลังเจ้าตัวมีปัญหาเจ็บกล้ามเนื้อ และหายหน้าไปนานสี่เกม

นอกจากนี้ อารอน วาน บิสซาก้า แบ็คขวาฟิตกลับมาลงเล่นได้เช่นกัน ขณะที่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เอริค เทน ฮาก เลือกส่ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ลงเล่นแทน จอนนี่ อีแวนส์ ที่บาดเจ็บ

สำหรับแดนกลาง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กลับมาอยู่ในโผ 11 คนแรกหลังจาก กาเซมีโร่ พ่อค้าแข้งแซมบ้าเดี้ยงกระทันหัน

นอกจากนี้ เจ้าบ้านได้ เมสัน เมาท์ กองกลางทีมชาติ อังกฤษ ที่เจ็บไปนานสี่เดือนกลับมานั่งอยู่ในซุ้มด้วย

2. หงส์สุดปึ๊กปรับโผสามราย

เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ ลิเวอร์พูล เลือกใช้งานนักเตะคีย์แมนลงเล่นได้เต็มอัตราศึกโดยมีการปรับทัพสามรายจากเกม ยูโรปาลีก รอบ 16  ทีมนัดสองที่ยำใหญ่ สปาร์ต้า ปราก 6-1 ที่่ แอนฟิลด์ เมื่อวันพฤหัสบดี

เกมนี้ หงส์แดง ส่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมคืนโผตัวจริงเช่นเดียวกับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่ได้ลงเล่นแทน บ๊อบบี้ คลาร์ก

ส่วนอีกตำแหน่งในแผงรุก โคดี้ กัคโป กลับไปนั่งสำรองโดยมี หลุยส์ ดิอาซ ได้ลงสนาม

3. เปลี่ยน ซาลาห์ เพื่อ?

แม้ แม็คโทมิเนย์ จะสร้างความฮือฮายิงประตูในซีซั่นนี้ได้เป็นเม็ดที่ 9 จากทุกรายการพา แมนฯ ยูไนเต็ด นำเร็ว 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 10 แต่หลังจาก ลิเวอร์พูล ตั้งเกมได้ พวกเขาก็เล่นงานเจ้าบ้านอย่างต่อเนื่องกระทั่งมาได้ประตูตีเสมอนาทีที่ 44 จาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์

เท่านั้นไม่พอ โม ซาลาห์ ซึ่งชื่นชอบการสอยตาข่าย แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นชีวิตจิตใจยังทำแสบให้สาวก อสูรแดง ได้เซ็งจิตอีกตามเคยเมื่อซัดให้ หงส์แดง แซงนำ 2-1 ก่อนจบครึ่งแรกอึดใจเดียวซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณบ่งบอกว่าเกมแดงเดือดน่าจะจบลงเหมือนหนังม้วนเดิมเช่นเดียวกับหลายเกมที่ผ่านมา

จากประตูของ ซาลาห์ มันทำให้สตาร์ทีมชาติ อียิปต์ พังตาข่าย แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เป็น 13 ลูกแล้วจาก 14 เกม และเป็นประตูที่ 8 ของเขาที่ทำได้ใน โรงละครแห่งความฝัน จากห้าเกมหลัง

จากสถิติดังกล่าว มันชัดเจนว่า บังโม เป็นนักเตะที่สร้างปัญหาให้กับ เร้ด เดวิลส์ ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด และส่อแววว่าจะเขี่ยเจ้าบ้านตกรอบโดยสถิติหลังเกมใน 45 นาทีแรกต้องถือว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นเกมนี้ได้ดีเกินคาดเนื่องจากหาโอกาสยิงประตูได้มากกว่า 11-10 ครั้ง และส่งบอลเข้ากรอบได้มากกว่าทีมเยือนเช่นกัน 7-6 ครั้ง แม้สกอร์จะเป็นรองรวมทั้งการครองบอลที่อาคันตุกะทำได้ดีกว่า 58:42%

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คล็อปป์ น่าจะตัดสินใจผิดที่เปลี่ยน ซาลาห์ ออกในช่วงครึ่งหลังนาทีที่ 77 อาจด้วยเพราะเห็นว่าทีมยังเล่นได้เหนือกว่าเจ้าบ้าน และต้องการใช้ความสดลงมากดดัน แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่ม แต่ปรากฏว่าแม้จะยังเหนือกว่า แต่ปัญหาคือ หงส์แดง ไม่มีความเด็ดขาดซึ่งเชื่อว่าหาก บังโม ยังได้อยู่ในสนาม เขาจะสร้างความวิบัติให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอนจากที่เจ้าตัวแสดงให้เห็นมาโดยตลอด

4. อันโตนี่ จุดประกาย

ปกติแต่ไหนแต่ไร ปีกขวาแซมบ้ารายนี้ไม่เคยโชว์ฟอร์มให้แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ปลื้มเลย แต่ไม่ใช่นัดนี้ที่เขากลายเป็นคนชุบชีวิตทีมด้วยการซัดประตูตีเสมอ 2-2 ก่อนหมดเวลาแค่สามนาทีอันทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษ

อันที่จริงหลังได้ลงเล่นแทน ฮอยลุนด์ ในนาทีที่ 71 อันโตนี่ ประเดิมเกมได้อย่างย่ำแย่ไม่เลิกจนทำให้ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะกู้ชะตาสโมสรในเกมสำคัญนี้ได้ แต่ในที่สุดอดีตดาวเตะทีม อาแจ็กซ์ ก็เรียกเสียงเฮจากแฟนบอล ผีแดง ได้สำเร็จจากจังหวะสับไกที่ช่วยให้ทีมได้หายใจหายคอต่ออีก 30 นาที

สำหรับประตูที่ว่านี้เป็นประตูแรกของจอมลีลาชาวเมืองกาแฟใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยหลังจากเขาเท้าบอดยิงประตูในบ้านไม่ได้เลยนานถึง 24 เกมหรือเกินกว่าหนึ่งปีเนื่องจากประตูสุดท้ายที่นี่ของเขาเกิดขึ้นในเกมบู๊กับ เรอัล เบติส จากการทำศึก ยูโรปาลีก วันที่ 9 มี.ค.2023

อย่างไรก็ตาม แม้จะเล่นได้แย่มาโดยตลอด แต่ประตูนี้ของ อันโตนี่ มีความหมายอย่างใหญ่หลวงที่ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลุ้นต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษก่อนที่ อาหมัด ดิยัลโล่ จะขโมยซีนเป็นฮีโร่ตัวจริงเสียงจริงของทีมในที่สุด

5. ล้างแค้นหรือย้ำแค้น?

หลังออกมาแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสคว้าแชมป์ทั้งสี่่รายการไปแล้ว แชมป์ คาราบาวคัพ ยังมีโอกาสเอาคืน ผีแดง หรือจะโดนย้ำแค้นก็ไม่รู้ได้ในเกม พรีเมียร์ลีก ซึ่งสองคู่อาฆาตจะได้บู๊กันอีกหนที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด วันที่ 7 เม.ย.

ว่ากันตามจริง เท่าที่ผ่านมาในหลายเกมหลังเราได้เห็นกันชินตาว่าเกมแดงเดือดมักมีผลลัพธ์จบลงด้วยชัยชนะของ ลิเวอร์พูล แถมพวกเขาปู้ยี่ปู้ยำ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยได้หลายหนอีกต่างหาก

อย่างไรก็ดี เกมล่าสุดนี้ เทน ฮาก  ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อให้เกิดขึ้นได้เพราะแม้เท่าที่ผ่านมา ผีแดง จะมีโอกาสยิงประตูเป็นรองฝ่ายตรงข้ามยันเตไม่ว่าจะเป็นการดวลกับทีมที่ต่ำชั้นกว่า และไม่ว่าพวกเขาจะคว้าชัยชนะได้หรือไม่ก็ตาม แต่เกมเมื่อวันอาทิตย์ แมนฯ ยูไนเต็ด มีสถิติบู๊กับ ลิเวอร์พูล ได้ดีเหลือเชื่อ

กล่าวคือหลังจบ 90 นาที เร้ด เดวิลส์ ไม่ได้เป็นรอง เร้ด แมชีน มากมายเหมือนในหลายๆนัดแม้จะครองบอลได้แย่กว่า 40:60% และได้ยิงน้อยกว่า 19-23 ครั้งโดยส่งบอลเข้ากรอบเป็นรอง 8-10 ครั้ง แต่มันเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเนื่องจากแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้เห็นทีมรักหาโอกาสคลำเป้ากับคู่แข่งได้มากเท่านี้มาก่อน

จากนั้นหลังจบ 120 นาที แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมามีโอกาสเช็กบิลมากกว่า 28-25 ครั้งโดยทั้งสองทีมส่งบอลเข้ากรอบ 11 ครั้งเท่ากัน และเป็น ลิเวอร์พูล ที่ยังเหนือกว่าในด้านการครองบอล 58:42% แต่จะเห็นว่าทีมของ เทน ฮาก ไม่ได้ด้อยกว่าทีมของ คล็อปป์ มากมายเหมือนในระยะหลังซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นว่าเกมแดงเดือดเดือนหน้าจะยังน่าดูชมไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายได้เฮก็ตาม

และที่สำคัญ มันยังน่าจับตามองเนื่องจาก ลิเวอร์พูล ต้องการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการคว้าอันดับท็อปโฟร์ แต่ปัญหาใหญ่ของ ผีแดง คือความเสมอต้นเสมอปลายของฟอร์มการเล่นอย่างที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมยอมรับหลังเกมว่าส่งผลให้ทีมมีผลงานกระท่อนกระแท่นอย่างที่เห็นในซีซั่นนี้

แต่สำหรับ ลิเวอร์พูล นี่คือเกมแรกของทุกรายการในซีซั่นนี้่ที่พวกเขาออกจากสนามในฐานะผู้แพ้หลังมีประตูนำหน้าคู่แข่ง และเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สร้างความเจ็บแสบยัดเยียดความปราชัยให้กับพวกเขาหมดลุ้นคว้าแชมป์ไปแล้วหนึ่งรายการ และเป็นครั้งที่ 11 ที่ เร้ด เดวิลส์ เขี่ย เร้ด แมชีน ตกรอบถ้วย เอฟเอคัพ

Similar Posts